มหัศจรรย์หมายเลย 20

วันแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กลับมายังศูนย์ฝึกแคร์ริงตันของ แมนฯยูไนเต็ด อีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันยอดเยี่ยมเหมือนเดิม ที่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ทันทีที่ เคธ พนักงานต้อนรับซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันดี รีบโผมายินดีและทักทาย เรียกว่า “บอส” หรือ “เจ้านาย” โซลชา รีบโบกมือห้าม

“เรียกผมอย่างที่พวกคุณเคยเรียกเถอะ ขอร้องล่ะครับ”

จากนั้นใครที่เรียกเขาว่าบอสอีก ก็จะโดนปรามเลย ไม่เว้นแม้กระทั่งสต๊าฟฟ์กับลูกทีมทุกคน เขาก็เน้นย้ำว่า — “ผมชื่อ โอเล่ นะครับ เรียกอย่างนี้เถอะ

เหตุผลของ โซลชา ไม่มีอะไรมากไปกว่า ต้องการอยู่เป็นครอบครัว ทุกคนจะเหมือนพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่ต้องการมีวรรณะลำดับชั้นให้มากเรื่อง

แค่ก้าวแรกเข้ามาก็สร้างความประทับใจให้กับทุกคนได้แล้ว

เพราะ “เฟิร์ส อิมเพรสชั่น” นี่แหล่ะสำคัญอย่างมาก สำหรับก้าวต่อไปในการร่วมงานกัน

โซลชา เลือกที่จะซื้อใจให้ความรู้สึกดีๆก่อน ซึ่งเขาเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาด้วยเช่นกัน

วิธีการเช่นนี้ถือเป็นหลักการบริหารง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไรเลยสักนิด แต่น่าแปลกใจที่คนใหญ่คนโตตำแหน่งโก้ติดดาวทั้งหลาย มักจะมองข้ามกันไป เพราะมัวแต่สนใจในอำนาจที่มีอยู่

ก้าวแรกของ โซลชา ก็แทบจะกินขาดกระจุยแล้ว

การมารับงานต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ผิดเลยหากเราจะเรียกว่า “มรดกเลือด”

เพราะสภาพของปีศาจแดงช่วงปลายปีก่อนนั้นร่อแร่ไม่ผิดกับคนแก่พิการ แทบมองไม่เห็นเลยว่าทำอย่างไรจะฟื้นขึ้นมาในเวลาสั้นๆ

บรรยากาศภายในทีมเต็มไปด้วยความมาคุ เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นหลายกรณีระหว่างผู้จัดการทีมกับนักเตะ เช่นเดียวกับในส่วนบอร์ดบริหารที่ดูเหมือนว่าไม่พอใจตัวกุนซือด้วยเช่นกัน

ไม่ต้องนับปัญหาใหญ่ตรงแข้งแกนหลักหลายคนต่างนัดกันฟอร์มตก ทั้งที่มีค่าตัวกันแพงและค่าแรงมหาศาล

ศรัทธาจากแฟนบอลก็เสื่อมถอยมากขึ้นทุกวัน สไตล์การเล่นหรือแนวทางการต่อสู้ในสนาม ไม่หลงเหลือริ้วรอยสมัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุมบังเหียนเลย

โซลชา ไม่เคยปิดบังเลยว่ายืมรูปแบบของ เฟอร์กี้ มาใช้ ไม่ว่าจะเรื่องจัดการขุมกำลังให้เหมาะสมกับสไตล์เดิม นั่นคือเน้นการบุกดันขึ้นไปข้างหน้าเพื่อทำประตู

จากนั้นก็ฉีดความมั่นใจลงในดีเอ็นเอให้กับนักเตะทุกคน เพียงแค่เดินไปคุยกับลูกทีม พูดคุยถึงปัญหาและวิธีแก้ไข แล้วแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจ ปลุกกระตุ้นให้ฮึกเหิม กระหายในชัยชนะ

ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าอดีตซูเปอร์ซับ เดินมาพร้อมกับค้อนปอนด์อันเขื่อง ก่อนจะทุบทำลายกำแพงแห่งความไม่เข้าใจให้พังครืนลงมาหมดสิ้น

บรรยากาศค่อยๆถูกขับให้ดีขึ้น นักเตะที่เคยเหยาะแหยะเล่นแบบเช้าชามเย็นชาม ก็เปลี่ยนบุคลิกตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง

ปอล ป็อกบา ที่เคยโดนหยามหยันว่าไม่เหมาะกับค่าตัว 89 ล้านปอนด์ ก็ส่องประกายเจิดจ้าสมราคาทุกกระเบียด

คลาสที่เหนือกว่าของเขาช่วยยกระดับที่แตกต่างอย่างชัดเจน นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะยิงประตูและแอสซิสต์ได้ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ถี่ยิบ ชนิดไม่เคยเห็นมาก่อนในยุค มูรินโญ่

ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ไม่ต่างกัน จากที่ทำท่าจะย้ายทีม เพราะแท็คติกของกุนซือโปรตุกีสไม่เกื้อหนุน ก็ระเบิดฟอร์มและความมั่นใจออกมาให้เห็น โดยที่ก่อนจะเปลี่ยนเจ้านายนั้นเพิ่งยิงไปแค่ 3 ประตู

ลุค ชอว์ , อ็องโตนี่ มาร์ซิยาล , อันเดร เอร์เรร่า , เนมานย่า มาติช และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ อยู่ในกลุ่มที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจนมากๆ

พวกนี้คือชุดแรกที่ โซลชา เปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นคนละคนเลยทีเดียว

จากนั้นก็ค่อยๆไล่เก็บส่วนที่เหลือ โรเมลู ลูกากู อาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่เมื่อถึงช่วงสำคัญและเกมที่ต้องพึ่งพาเป็นเสาหลักในแดนหน้า เขาก็สำแดงให้เห็นเลยว่า คุ้มกับค่าตัวกว่า 70 ล้านปอนด์แค่ไหน

รวมทั้ง เฟร็ด ที่แฟนผีทั้งหลายแทบจะลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่ ทั้งที่เพิ่งจะย้ายมาเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ก็ค่อยปรับจูนตัวเอง จนขึ้นมาอยู่ในเลเวลที่น่าพอใจ

เกมล่าสุดเขาคือพลังขับเคลื่อนในแดนกลางร่วมกับ สก๊ตอต์ แม็คโทมิเนย์ ของจริงๆ วิ่งพล่านทำงานหนักราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งพิสูจน์ให้เห็นสไตล์การเล่นแบบแซมบ้า ไม่ให้เสียยี่ห้อ

ตอนให้โอกาสครั้งแรกๆ ผู้เล่นอย่าง เฟร็ด , อันเดรียส เปเรยร่า หรือ แม็คทอม ยังไม่อาจก้าวผ่านไปสู่จุดที่น่าพอใจได้

พวกเขาย่อมหดหู่ท้อแท้ไม่น้อย อาจคิดไปว่าคงยากแล้วที่จะมีโอกาสอีกครั้ง

แต่ โซลชา ไม่เคยโทษหรือดุด่าว่ากล่าวอะไรเลยสักนิด ตรงกันข้ามตบไหล่ตบบ่าให้กำลังใจเสมอ พร่ำบอกว่าฉันเชื่อมั่นในตัวนายนะ ไม่ต้องห่วงจะสนับสนุนเต็มที่

เจอเจ้านายอย่างนี้เข้าแต่ละคนก็มีพลังแฝงฮึดขึ้นมาสู้กันอีกรอบ

กระทั่งในวันที่ไม่มีใครคาดคิด แข้งหลักของทีมตบเท้ากันเจ็บราวกับว่าเป็นโรคติดต่อถึง 9 คนด้วยกัน ในขณะที่ ป็อกบา โชคร้ายติดโทษแบนอีก

แล้วต้องมีคิวบินไปปารีสเพื่อเตะนัดสองกับ เปแอสเช ด้วยต้นทุนที่ยังเป็นรองสกอร์อีก 2-0

ดูเหลี่ยมมุมไหนก็ไม่มีทางที่จะพลิกนรกกลับมาได้อีกเลย นอกจากโดนขยี้แผลซ้ำฝังศพที่นั่น

เอาง่ายๆ ในสภาพที่สมบูรณ์แกนหลักอยู่กันครบ ก็ยังว่ายากเย็นแสนเข็ญแล้ว แต่นี่สำรองเล่นครึ่งค่อนทีม แถมบนม้าข้างสนามต้องใส่ชื่อเด็กจากอะคาเดมี่ไว้ถึง 4 คน

แล้วสถิติบ่งบอกว่า หากคุณแพ้คารังในเกมแรกของรอบน็อคเอาท์ 0-2 เปอร์เซนต์ที่จะฝ่าไปสู่ด่านต่อไปเหลือเพียงแค่ 3 เท่านั้น

แต่ โซลชา บอกย้ำๆกับลุกทีมว่า จงเชื่อมั่นในตัวเอง ศรัทธาจะพาเราเดินหน้า สู้ให้เต็มที่สุดความพยายาม อย่าถอดใจยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังไม่ตกรอบ

จากนั้นยังได้ไปเชิญ เฟอร์กี้ มาร่วมชมเกมนี้ด้วยและเชื่อเถอะว่า ก่อนจะลงโซ้ย เฟอร์กี้ ต้องกล่าวโอวาทอวยชัยให้พรกับเด็กๆอย่างแน่นอน

ราวกับรู้ล่วงหน้าว่า เปแอสเช ต้องชะล่าใจ ทุกคนเชื่อเต็มอกว่ายังไงก็ตีตั๋วสู่รอบควอเตอร์ไฟนั่ลอย่างสะดวกโยธิน

เมื่อความประมาทของอีกฝั่งมาเผชิญหน้ากับความมุ่งมั่งของอีกฝั่ง มันก็เหมือนน้ำมันที่ใกล้กองไฟนั่นแหล่ะ

แมนฯยูไนเต็ด เลยได้สองแรงบวกเข้ามาช่วย ก่อนจะจารึกปาฎิหาริย์ได้อีกครั้ง เล่นเอาใครต่อใครขนลุกกันทั้งสิ้น

แม้วันนี้ยังไม่อาจคว้าแชมป์ แต่ภาพเมื่อ 20 ปีก่อนที่ โซลชา เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ คัมป์ นู ย่อมผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

20 ปีของนักเตะตำนานเบอร์ 20 หรือมันจะเกิดขึ้นอีก?

2 สิงหาคม 2008 หลัง แมนฯยูไนเต็ด สมโภชน์แชมป์ยุโรปได้ราว 3 เดือน มีการจัดเทสติโมเนี่ยลแมตช์หรือนัดอำลาของ โซลชา ขึ้นที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ท่ามกลางแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุ

โซลชา เปิดใจผ่านไมโครโฟนว่า — “สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตผมคือบอส ผู้ซึ่งมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ จนไม่อยากเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง

บอสของเขาจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก เฟอร์กี้ นี่แหล่ะ

ตอนตัดสินใจเลิกเล่นใหม่ เจ้านายชี้ทางสว่างให้ โซลชา ว่าอย่าไปเอาดีทางด้านวิเคราะห์เกมเลย มันไม่เหมาะกับแกหรอก โน่นเส้นทางโค้ชดูดีกว่าเยอะ แล้วก็ให้เริ่มต้นในระดับอะคาเดมี่ของสโมสรก่อน

แน่นอนเขาไม่มีทางปฎิเสธเลยและเลือกที่จะใส่เกียร์ห้าเดินหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยบทบาทใหม่ในชีวิต

หลายต่อหลายอย่างที่เขาเรียนรู้ผ่านเจ้านายคนนี้ แต่ เฟอร์กี้ ก็สร้างความมั่นใจว่า โซลชา มีความสามารถเดินได้ด้วยแนวทางของตัวเอง ไม่ต้องไปลอกเลียนใคร

ทุกวันนี้ โซลชา ก็เดินมาด้วยตัวเอง ช่วงที่ล้มกับ คาร์ดิฟฟ์ มันเจ็บปวดมาก แต่ก็ต้องเรียนรู้และจดจำความผิดพลาด นำมาปรับใช้กับก้าวต่อไป

แน่นอนบนเส้นทางนี้ยังต้องพิสูจน์อะไรอีกมาก นี่เพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง ไม่มีทางที่จะนำไปเปรียบกับ เฟอร์กี้ ที่พิสูจน์ให้โลกลูกหนังประจักษ์แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำได้เหมือนเจ้านายคือความมหัศจรรย์ และความมหัศจรรย์ที่ว่าไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือฟลุค

แต่เกิดจากการสร้างมันขึ้นมาต่างหาก

เครดิต : Cheerball

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *