จริงหรือไม่? หงส์แพ้ภัยตัวเอง

คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เรียกว่าทำแต้มหล่นกับทีมขนาดเล็ก 2 เกมติดต่อกันทั้งที่ไม่เคยพลาดชัยชนะเลยสักครั้งในฤดูกาลนี้

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ 2 เกมล่าสุด ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ โชว์ฟอร์มไม่ค่อยโสภาและสถาพรสักเท่าไหร่ เฉพาะอย่างยิ่งเกมล่าสุดที่ ลอนดอน สเตเดี้ยม จัดเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่สุดนัดหนึ่งในฤดูกาลนี้ทีเดียว

ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างกระผมมีความรู้สึกว่าผู้เล่นหงส์แดงเหมือนจะเล่นกันเกร็งๆ อย่างไรพิกล

เมื่อออกอาการเกร็ง มันก็เลยผิดฟอร์ม และไม่เป็นตามธรรมชาติเหมือนที่ตัวเองเคยทำได้

สังเกตได้ชัดจากการทำเกมรุก

พวกเขาจ่ายบอลกันขาดๆ เกินๆ บางจังหวะก็พลาดแบบไม่น่าพลาด ขณะที่การประสานงานไม่ไหลลื่นเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

อะไรที่เคยทำได้ แถมเคยทำง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องยาก – กลับทำไม่ได้เหมือนเก่า

ก่อนหน้านี้เวลาเกมรุกของ ลิเวอร์พูล ไม่ทำงาน พวกเขาจะอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของดาวเตะในแผนกเกมรุกที่ฝีเท้าจัดจ้านยิ่งกว่าเคี้ยวพริกมูลหนู 300 เม็ดก่อนลงสนามในการเอาตัวรอด

ปรากฏว่าบรรดาดาวเตะตีนไฟในเครื่องนุ่งห่มหงส์แดงดันเล่นกันไม่ค่อยออกเสียอีก โดยเฉพาะ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่ถูกคู่แข่งระมัดระวังเป็นพิเศษ

มิติในเกมรุกลดน้อยลงไปพอๆ กับปราศจากความหลากหลายในการเข้าทำ

ทีนี้มาดูที่เกมรับบ้าง

ลิเวอร์พูล คือทีมที่มีเกมรับอันเหนียวแน่นและแข็งแกร่งที่สุดในฤดูกาลนี้

ความเหนียวแน่นและแข็งแกร่งในเกมรับเกิดจากการมีคู่เซ็นเตอร์แบ็คที่เยี่ยมยอดระหว่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ ซึ่งจับคู่และสอดประสานกันได้อย่างลงตัวผนวกกับความแน่นอนในการป้องกันประตูของนายทวารด่านสุดท้ายอย่าง อลิสซิง เบ็คเกอร์

นี่คือเหตุผลที่บอกว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงเสียประตูยาก และเมื่อเสียประตูยาก มันก็แพ้ยาก หรือพากย์ภาษาอังกฤษว่า…ไดฮาร์ดเดอร์

ต่อเมื่อ โจ โกเมซ ถูกอาการบาดเจ็บลักพาตัวไป เดยัน ลอฟเรน ก็เข้ามาทดแทนได้อย่างไม่เหลื่อมล้ำสักเท่าไหร่ กระทั่งกองหลังสายพันธุ์โครแอตที่เคยประกาศว่าตัวเองเป็นกองหลังอันดับหนึ่งของโลกและดาวอังคารถูกอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปอีกคน พวกเขาก็ได้ โฌแอล มาติ๊ป กลับมาประจำการ

แต่เมื่อเทียบกับ โจ โกเมซ กับ เดยัน ลอฟเรน มันก็ต้องยอมรับว่า โฌแอล มาติ๊ป ยังสู้ 2 คนแรกไม่ได้จนส่งผลให้ปราการหลังค่าตัว 75 ล้านปอนด์รับบทหนักมากขึ้น

จากเกมรับระดับภูผาไม่มีวันถล่มทลาย พลพรรคเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการเริ่มเสียประตูติดต่อกันแทบทุกนัด

สัญญาณเตือนภัยดังกระหึ่มขึ้นตั้งแต่เกมที่เอาชนะ คริสตัล พาเลซ 4-3 นั่นแหละ

ชนะในการศึกครั้งนั้นก็จริง แต่เสียในบ้านถึง 3 ประตู ถือว่าผิดวิสัย

3 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีก เสียไปถึง 5 ประตู

ถ้านับเฉพาะเกมในบ้าน 3 นัดล่าสุดก็ยังอุตส่าห์เสียไปถึง 5 ประตู

5 เกมล่าสุดในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล ชนะ 2 เสมอ 2 และแพ้ 1 นัด สะสมได้ 8 แต้มจากคะแนนเต็ม 15

แถวบ้านเรียกว่า “ออกอาการ” แล้วนะครับ ออกอาการทั้งเกมรุกและเกมรับประหนึ่งเริ่มแบกรับความกดดันในการเบียดแย่งแชมป์กับ แมนฯ ซิตี้ มากขึ้นเรื่อยๆ

ว่าแล้วนึกถึงคำวิจารณ์ของ แกรี่ เนวิลล์ ที่บอกว่าจุดอ่อนของ ลิเวอร์พูล ชุดนี้คือประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์

เหตุเพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ในทีมชุดนี้ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่บีบกดดันอย่างหนักหน่วงและรุนแรงแบบนี้มาก่อน

มิหนำยังขาดผู้นำ ไม่เหมือนครั้งหนึ่งที่พวกเขาเคยมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นศูนย์รวมจิตใจ

เจมส์ มิลเนอร์ กับ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เคยสัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกมาก่อนกับทีมอื่นก็จริง แต่ทั้งคู่ก็ไม่ใช่ผู้เล่นที่มีอิทธิพลกับทีมชุดนี้มากนัก

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เคยได้แชมป์ สก๊อตติช พรีเมียร์ลีก กับ เซลติก มาก่อน แต่ขอโทษทีเถอะครับ กรุณาอย่าเรียกว่ามีประสบการณ์ลุ้นแชมป์ดีกว่า เพราะทีมม้าลายเขียวขาวที่เขาเคยสังกัดเล่นจองแชมป์ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล พอถึงเวลาก็ทะยานออกจากจุดสตาร์ทแล้วพุ่งเข้าเส้นชัยแบบม้วนเดียวจบชนิดที่ไม่มีคู่ขับเคี่ยวที่สมน้ำสมเนื้อ

ฟาบินโญ่ เคยได้แชมป์ ลีก เอิง กับ โมนาโก ก็จริง แต่มันก็คนละสถานการณ์อยู่ดีนั่นแหละ แถมคุณภาพและองค์ประกอบของพรีเมียร์ลีก กับ ลีก เอิง มันก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับผู้เล่นของหงส์แดงจากชุดที่เคยมีประสบการณ์ลุ้นแชมป์ เมื่อฤดูกาล 2013-14 ก็เหลือแค่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เพียง 2 คนเท่านั้น

ใครบางคนอาจแย้งว่า เลสเตอร์ ชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก 2015-16 ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ลุ้นแชมป์มาก่อน

ถูกต้องนะครับที่ “จิ้งจอกสยาม” ชุดนั้นไม่มีประสบการณ์อะไรแบบนั้น

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าฤดูกาลนั้น ทีมระดับพญายักษ์อย่าง แมนฯ ซิตี้, เชลซี, อาร์เซน่อล, แมนฯ ยูไนเต็ด และโดยไม่เว้นแม้แต่ ลิเวอร์พูล เองก็ต่างกันทำฟอร์มตกพร้อมกันแบบเป็นปรากฏการณ์ โดยไม่มีทีมไหนหลุดมาลุ้นแชมป์เลย

แถมคู่ขับเคี่ยวของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนั้นคือ ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ไม่มีประสบการณ์ลุ้นแชมป์เช่นกัน

ที่สำคัญคือก่อนหน้าฤดูกาลนั้น พวกเขามีประสบการณ์ในการหนีตกชั้น ซึ่งขอบอกว่ามันกดดันกว่าการลุ้นแชมป์เสียด้วยซ้ำ

หรือบางทีอาจต้องอธิบายถึงการเป็นแชมป์ของ เลสเตอร์ ด้วยการขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะมันจัดอยู่ในประเภท “เทพนิยาย” ซึ่งร้อยวันพันปีถึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ที

การขาดผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คขวาอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ถือว่าส่งผลกระทบพอสมควร จุดนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ชะล่าใจไปหน่อยที่ดันปล่อยแบ็คขวาอาชีพอย่าง นาธาเนี่ยล ไคลน์ ออกไปให้ทีมอื่นจนต้องเอาผู้เล่นตำแหน่งอื่นมาสวมบทบาทนี้แล้วเกิดช่องโหว่

เกมล่าสุดไม่มีทั้ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม ในแดนกลางจำเป็นต้องส่ง นาบี เกอิต้า กับ อดัม ลัลลาน่า ลงไปเล่นเป็นตัวจริง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน

ลิเวอร์พูล ครองบอลเหนือกว่าในระดับ 70-30 แต่กลับเป็น เวสต์แฮม ที่สามารถบุกและหาจังหวะจบอย่างได้น้ำได้เนื้อมากกว่า

แม้แดนกลางจะครองบอลได้มากกว่า ต่อเมื่อเคลื่อนที่เข้าพื้นที่สุดท้าย พวกเขาจะพาบอลไปตายแบบดื้อๆ แถมไม่มีลูกพลิกแพลงในการเข้าทำอีกต่างหาก

ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายไม่เยือกเย็นเพียงพอที่จะเอาตัวรอดเหมือนที่เคยทำได้มาตลอด

จึงพอจะสรุปได้ว่า ลิเวอร์พูล แพ้ภัยตัวเองนี่แหละ

……………………….. อย่างไรก็ตาม ……………………………

หน้าที่ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ คือต้องปลุกเร้าลูกทีมให้สลัดความกดดันออกไปจากตัวเองให้ได้ในสไตล์ เฮฟวี่ เมทั่ล ที่คุณพี่เขาหลงไหล

เด็กหงส์เองก็อย่าเพิ่งถอดใจครับ เข้าใจว่าผ่านมาเยอะและเจ็บมาเยอะ แต่ถ้าพวกคุณยอมยกธง บางทีมันอาจส่งผลถึงนักเตะโดยไม่รู้ตัว

2 เกมล่าสุดที่เซิ้งกับ เลสเตอร์ และ เวสต์แฮม

เวลาภาพจับไปบนอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์หงส์แดงในสถานการณ์ที่ ลิเวอร์พูล ต้องการประตูชัยอย่างยิ่งยวด

สังเกตได้ว่าแทนที่จะแหกปากคำรามเป็นเพลงเชียร์ เพื่อกระตุ้นผู้เล่นให้เกิดความฮึกหาญ พวก เดอะ ค็อป กลับทำหน้าเหมือนอมชักโครกพลางกัดเล็บตัวเองเล่นซะอย่างนั้น!

มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ???

ขอขอบคุณ บอ.บู๋

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *